GUMBEAR View my profile

 

รู้ไหมว่าสิ่งของใกล้ตัวเราบางอย่างกำลังพร่ำสอนเราอยู่

 

 

 

ไม่ว่าใครก็ตาม เมื่อจะออกนอกเคหะสถาน 

 

สิ่งหนึ่งที่ไม่เคยพลาดการร่วมเดินทางไปกับเรา คือ กระเป๋า 

 

 

กระเป๋าเป้ กระเป๋าสะพาย กระเป๋าเดินทาง กระเป๋าย่าม กระเป๋าเสื้อ กระเป๋ากางเกง กระเป๋าสตางค์

 

 

 

สิ่งที่อาศัยอยู่ข้างในกระเป๋า ต่างถูกออดิชั่นโดยที่เราเป็นผู้ตัดสิน 

 

 

ผู้ที่สมควรเดินทางไปด้วยกันนั้น เราย่อมพิจารณาแล้วว่ามีความสำคัญ 

 

 

 

ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋าอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะราคาแพงสุดกู่ หรือ ย่อมเยาว์

 

คุณสมบัติอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน คือ มีพื้นที่จำกัด 

 

 

 

ฉะนั้นการพกของบางอย่าง นอกจากจะไม่ช่วยเราในสถานการณ์ใดๆ แล้วยังทำให้หนักตัวเสียเปล่าๆ 

 

 

 

เราเก็บทุกอย่างไว้ก็ได้จนกว่าเราจะตาย เก็บไว้ในลิ้นชัก ในตู้ ในกล่อง ในบ้าน 

 

 

แต่เราไม่สามารถแบกทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตติดตัวไปได้ตลอดเวลา 

 

 

 

บางครั้งเราต้องตัดใจ

ที่จะใช้ชีวิตหรือเผชิญปัญหา

ด้วยมือเปล่า

 

 

เพราะเอาเข้าจริงๆ ในทุกครั้งที่เราก้าวออกจากบ้าน

มีประสบการณ์ ความรู้ใหม่ๆ รออยู่เสมอ 

 

ถ้ากระเป๋าของเราไม่เหลือพื้นที่ว่างไว้บ้างเลย 

 

แล้วสิ่งใดจะเข้ามาเติมเต็มชีวิต

 

สวัสดี.

 

 

 

 

https://www.facebook.com/Optimistic.note

 
 
 
- พระพี่เลี้ยงปลุกตี 4 กว่าจะนิมนต์สติกลับมาได้ก็ ตี 4 ครึ่ง 
 
- ต้องทำวัตรเช้าตอนตี 5
 
- แต่ห้องน้ำมีห้องเดียว พระเพื่อนหายไปแล้วพร้อมผ้าเช็ดตัว
 
- อืมม แปรงฟันอย่างเดียวก็ได้วะ 
 
- ทำวัตรเช้าก็เหมือนกับทำวัตรเย็น ( เอ้า เขียนเพื่อ? )
 
- หลังจากนั้นก็ต้องกลับมาที่กุฏิเพื่อห่มจีวรใหม่ เพราะการออกบิณฑบาตไปนอกวัดนั้น จะต้องห่มคลุม คือ คลุม
ไหล่ทั้งสองข้าง ส่วนถ้าทำกิจอยู่ในวัดก็ห่มแบบเฉียง
 
- การบิณฑบาตไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ ที่เราเห็นหลวงพี่เดินสำรวมนิ่งแบบนั้น ก่อนหน้านั้นต้องรนรานเหมือนเด็กประถมใส่ชุดลูกเสือวันแรก 
 
- ทุกอย่างดูอีรุงตุงนัง บาตรก็กลัวหล่น จริงๆ บาตรไม่หล่นหรอกครับ แต่ฝาบาตรต่างหากที่อยากจะแยกทาง 
และถ้ามันแยกทางสำเร็จ ความหายนะก็จะมาเยือนพระใหม่ ในกรณีเคราะห์ยังดีก็แค่ฝาบาตรหล่นพื้นเสียงดัง
ประหนึ่งรถบีบแตรกลางสวนสาธารณะยามเช้า
 
- ส่วนในกรณีหายนะบรรลัยชิบหายวายป่วง... บาตรพลิกคว่ำ จบกัน.
 
- ชาวบ้านละแวกวัดจะทราบดีว่า นี่คือพระบวชใหม่ จากการสังเกตุกล้ามเนื้อที่เกร็งระดับรุนแรง ไหนจะบาตรที่พร้อมจะคว่ำตลอดเวลา จีวรที่พร้อมจะหลุดให้พระใหม่เขินอาย และ บทสวดที่มะงุมมะงาหราตามพระอาจารย์
 
- แต่ผมชอบมากเลยบรรยากาศตอนนั้น เดินเท้าเปล่า แสงอาทิตย์อ่อนๆ ถนนที่รถวิ่งนับคันได้ 
ผนวกกับความตื่นเต้นที่เห็นญาติโยมยกมือไหว้ รอถวายของ 
 
- รู้สึกผิดมากที่สวดได้ไม่เต็มสตรีม ยิ่งเห็นความศรัทธา ทั้งๆที่เราเพิ่งบวชไม่ถึง 24 ชม. หลังฉันเช้า รีบท่องเลย
 
 
 
 
 
- มีคำพูดของพระอาจารย์อยู่ประโยคหนึ่ง น่าจะพูดตอนก่อนบิณฑบาต ด้วยความเก้ๆ กังๆ และหน้าตาเรารวมถึง
พระใหม่รูปอื่นแสดงถึงความกังวล บ้างตระหนก พระอาจารย์พูดสั้นๆ แต่กระแทกใจเราเหลือเกิน ง่ายๆ ไม่ต้องคิดต่อ
 
 
 
"ลองดู ให้ร่างกายสอนเรา"
 
 
 
 
 
- ความโชคดีสองประการในการบวชครั้งนี้ คือ ผมเป็นคนปรับตัวได้เร็ว ไม่ถึงครึ่งวันผมก็พอจะใช้ชีวิตตามครรลองที่พระภิกษุควรจะเป็นได้ 
 
- การห่มจีวรที่เขาว่ากันว่าต้องผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก่อนถึงจะห่มเองได้ แต่ผมกับพระเพื่อนอีก 2 รูปสามารถห่มเองได้ตั้งแต่วันที่ 2
 
- ผมเรียนรู้สิ่งนี้เป็นอย่างแรก ซ้อมแล้วซ้อมอีก เหตุเพราะ เกรงใจพระพี่เลี้ยงครับ คือ จีวรพร้อมจะหลุดตลอดเวลาจริงๆนะครับ แม้ว่าจะพยายามสงบจิตสงบใจอยู่เฉยๆ แล้วก็ตาม 
 
- อีกหนึ่งความโชคดี คือ การได้เจอพระอาจารย์ ได้ทำให้หลายๆ เรื่องที่เราไม่เห็นด้วย ไม่เข้าใจ พยายามขบถมาตลอด คลี่คลายไปบ้างบางเรื่อง 
 
- แต่ไม่อยากเล่าว่าเรื่องอะไร เพราะคิดว่าจะดึงให้เอนทรี่นี้ดาร์กพอสมควร
 
 
 
- จบ part ของชีวิตประจำวันแล้วนะครับ 
 
- ห้ะ! หมดแล้ว? 
 
- ครับ เพราะส่วนใหญ่ก็เหมือนเดิมทุกวัน จะให้เล่าซ้ำก็จะโดนด่าพ่อล่อแม่กันไป 
 
- แต่ มี Part อื่นรออยู่นะ 
 
- ถ้าไม่ขี้เกียจ
 
- จะรีบลง
 
- นะครับ
 
- สวัสดี
 
 
 
 
- ชุตินฺธโร ( ชุ-ติน-ทะ-โร ) คือ ฉายาที่ผมได้รับ แปลว่า ผู้คงไว้ซึ่งความเจริญรุ่งเรือง
 
 
- การบวชในปัจจุบันนี้โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ มักจะเป็นการอุปสมบทหมู่เสียมาก และมักจัดอยู่ในระบบ
 
booking เหตุเพราะไม่ใช่ทุกวัดที่จะมีพระอุปฌาย์ประจำวัดอยู่ ดังนั้นหากวัดไหนไม่มีพระอุปฌาย์ ก็ต้องอาศัย
 
นิมนต์มาจากวัดข้างเคียง ก็อาจจะสร้างความลังเลใจสำหรับคนที่ดูฤกษ์มาแล้ว
 
 
- ต้องเลือกระหว่างฤกษ์ดีกับไม่ได้บวช
 
 
- ก่อนจะบวชก็ต้องมีการนัดซักซ้อมการ "ขานนาค" หรือการสวดเพื่อขอบรรพชาอุปสมบทนั่นเอง สิริรวม
 
ความยาวก็ประมาณ 2 หน้ากว่า
 
 
- ขึ้นอยู่ว่าคุณบวชที่วัดนิกายอะไร ระหว่าง ธรรมยุต หรือ มหานิกาย เพราะสำเนียงการท่องก็จะต่างกัน ธรรมยุต
 
จะท่องแบบมคธ จังหวะยากกว่า ออกเสียงยากกว่า ส่วนมหานิกาย จะท่องแบบสังโยค
 
 
 - มคธน่าจะเปรียบเหือนการร้อง rap ( คือก็ไม่ได้เร็วขนาดนั้นนะ ) เพราะมคธออกเสียงเป็นวรรค
 
ค่อนข้างชัดเจน ออกเสียงอักขระตามภาษามคธ และจะอ่านลากยาวไปจนกว่าจะเจอจุด fullstop หรือ จบ
 
ประโยค บางทียาวขนาดที่ว่าผมหยุดหายใจไป 2 ครั้ง แต่ยังสวดไม่จบ
 
 
- ซึ่งถ้าฝึกท่องแบบมคธสัก 1 เดือน อาจจะสามารถ rap ตาม fifty cent หรือ snoop dog ได้
 
 
-ส่วนสังโยคก็จะเป็นแบบที่พวกท่านๆ เคยได้ยินกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะออกเสียงแบบบาลี-ไทย คุ้นหูกว่า
 
สวดตามง่ายกว่า
 
 
 - และผมบวชฝั่งธรรมยุต อืมม.
 
 
 
- มีการซักซ้อมกัน 7 วันถ้วนก่อนวันบวช แต่ที่จริงผมได้หนังสือซ้อมสวดพร้อมซีดีที่บันทึกเสียงหลวงพี่
 
ที่ออกเสียงอักขระชัดเจนเสียจนไม่รู้ว่าจะขย่อนเสียงออกมาให้เหมือนหลวงพี่อย่างไร มาไว้ในครอบครองเกือบ 2
 
เดือน 
 
 
- และผมก็เพิ่งเปิดก่อนไปซ้อม 2 วันถ้วน
 
 
- ตั้งใจแต่ภายแรกแล้วว่า จะไม่มีสิ่งบันเทิงอะไรมากมาย มีพิธีรีตรองแต่พอสมควร อะไรไม่จำเป็นหรือไม่มี
 
ความสมเหตุสมผล ก็จะขอให้ตัดทิ้งไป อย่างเช่น วงดนตรี
 
 
 - แต่ผมก็ลืมนึกไปว่าบวชหมู่ หมายความว่า อาจจะมีนาคสักคนหนึ่งแหลมออกมา อาจจะเป็นคนรักการเอนเตอร์
 
เทนและแดนซิ่ง แล้วก็มีจริงๆ และนอกจากกลองยาวแล้ว สตริงคอมโบก็มา
 
 
- ทีนี้ล่ะครับคุณเอ๊ย ตอนแรกก็แดนซ์กันแค่ขบวนของนาคคนนั้น แต่เสียงดนตรีก็ไม่ได้ห่างกับขบวนอื่น
 
เท่าไหร่ เรียบร้อยครับ ด้านหน้าของนาคแต่ละคนก็ไม่ว่างอีกต่อไป 
 
- แดนซ์ยับ แดนซ์ดิ้นแทบสิ้นใจ
 
 
 - ไอที่พ่อแม่บอกไว้ก่อนหน้านั้นว่าให้ทำจิตใจให้สงบก่อนเข้าโบสถ์นี่เหมือนไม่เคยเกิดขึ้นจริง 
 
 
- ค่าใช้จ่ายโดยรวมก็ยังสูงจนน่าใจหายอยู่ดี มาสืบความกับคุณแม่หลังสึกออกมาแล้วก็พบว่า
 
เลยครึ่งแสน 
 
 
- ธุรกิจเกี่ยวกับความเชื่อน่าทำนะครับ รวยโครตชัวร์ ตราบใดที่บ้านนี้เมืองนี้ขี้เกียจหาเหตุผลมารองรับ
 
 
 
- วัตรเย็น ไม่ใช่ วัดในตอนเย็น แต่เป็นสิ่งที่ทำให้วันแรกของการบวชของผมดูครบสมบูรณ์
 
รู้สึกได้เลยว่าเราผมได้ทำหน้าที่ของพระสงฆ์อย่างจริงจังแล้ว แม้ตลอดชีวิตที่ผ่านมาจะขยาดการสวดมนต์มา
 
โดยตลอด เพราะไม่เข้าใจทั้งความหมายบทสวด และ เหตุผลของการปฏิบัติ แต่เมื่อนั่งคุกเข่าต่อหน้าพระพักตร์
 
พระพุทธรูปของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยเสียงสวดอย่างพร้อมเพรียงของคณะสงฆ์
 
 
 - เสียงบทสวดเปล่งออกมาจากปากของผมอย่างอัตโนมัติ 
 
 
- หลังจากทำวัตรเย็น ก็สรงน้ำ เป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของพระใหม่ ตามปกติพระจะห่มผ้าสามชิ้น สบง 
 
ปิดท่อนล่าง อังสะ ปิดท่อนบน ส่วนจีวรจะห่มทั้งตัวในเวลาทำวัตรเช้า-เย็น หรือ ออกนอกกุฏิ 
 
 
- สำคัญที่สุด คือ สบง เพราะอังสะ แค่สวม จีวร ก็ให้พระพี่เลี้ยงห่มให้ได้ แต่ถ้าห่มสบงออกมาจากห้องน้ำไม่ได้
 
ก็เกมโอเวอร์ จะเจ๊งชัยที่สุด คือ สบงหลุด... ไม่เหลืออะไรเลย 
 
 
- และก็กลับมาเรียนเรื่องศีลกับพระอาจารย์ ซึ่งสิ่งที่เรียนนั้น คือ ความรู้ใหม่ที่
 
เคยเรียนมาแล้วทั้งนั้น เพียงแต่ ณ เวลา บรรยากาศ และผู้สอนไม่ได้สร้างความสนใจให้กับผมได้ขนาดนี้ 
 
 
- ไคลแมกซ์ของคืนแรกคงจะเป็น การจำวัf เป็นที่ร่ำลือกันว่า คืนแรกมักจะมีพลังงานบางอย่างโผล่มา
 
meet and greet กับพระใหม่ให้ได้กรี๊ดเล่นๆ
 
 
- แล้วไม่รู้อะไรบันดาลให้ทุกอย่างดูพร้อมสำหรับการแสดงสดคืนนี้เหลือเกิน คือ
 
ผมกับพระใหม่อีกรูปหนึ่ง ต้องย้ายไปอยู่ร่วมกับพระพี่เลี้ยงที่กุฏิเก่า แทนที่กุฏิใหม่ที่ดูใหม่ และ ใหม่ และใหม่กว่า

มาก ที่พระบวชใหม่ทุกคนอาศัยกัน
 
 
 - ไฟพร้อม เวทีพร้อม นักแสดงพร้อม(มั้ง) แต่คนดูอย่างผม โครตจะไม่พร้อม ผ้าปูรองนอนสีเหลืองบางๆ หมอน
 
สูงเกินที่ใช้ปกติ ดีว่านุ่ม ผ้าห่มที่มีขนาดใหญ่กว่าผ้าขนหนูเช็ดหัวนิดเดียว เปิดหนังสือสวดมนต์ที่อยู่ในย่าม
 
ซัดบทสวดแบบรีมิกต์ไป 3 รอบถ้วน
 
 
- ดูเหมือนผมจะเป็นคนกลัวผีนะครับ แต่ถ้าเทียบกับพระใหม่อีกรูปหนึ่งที่นอนข้างๆ ผมดูเฉยง่อยไปเลย
 
 
- ข่มตาหลับตั้งแต่ 4 ทุ่ม หลับๆ ตื่นๆ ร้อนรนใจเมื่อไรจะเช้า ไม่รู้เผลอหลับไปเมื่อไร รู้แต่สะดุ้งตื่นพราะเสียง

ประตูดังปังตอนประมาณตี 2 ตอนแรกไม่กล้าลุกขึ้นมาดู ได้แค่เอียงคอเหลือบตาดูนิดหน่อย ประมาณ 5 นาทีจึง
 
ตั้งสติได้ว่าก่อนจะนอน หลวงพี่บอกว่า "ตอนตี 2 หลวงพี่จะตื่นมาเดินจงกรม ไม่ต้องตื่นตามหลวงพี่นะ" 
 
 
- อืม ไม่ทันแล้วครับ
 
 
- แล้วก็ผ่านคืนแรกไปด้วยดี.
 
 
 
ติดตามตอนหน้าฮะ
 
 
สวัสดี.