GUMBEAR View my profile

20-1=0

posted on 22 Nov 2012 22:38 by pjpmee in paper directory Fiction, Idea

 {พยายามจัดหน้าแล้ว แต่ไม่เป็นผลสำเร็จฮะ ถ้าจะช่วยแนะนำจะขอบคุณมากๆฮะ}

  แต้มที่ 20
               

สติ๊กเกอร์รูปไอศกรีมที่กำลังละลายย้อยเป็นรูปทรงกรวยตัวสุดท้าย ถูกแปะลงที่มุมล่างขวาของ
บัตรสะสมแต้มสติ๊กเกอร์เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบแถวละ 5 ตัว ทั้งหมด 4 แถว  ผมกลายเป็นคนชอบกินไอศกรีมตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้  รู้ตัวอีกทีผมก็อุดหนุนจนได้รับแต้มสะสมครบตามที่กำหนดเสียแล้ว 
               

วันนี้คงจะเป็นวันสุดท้ายที่ผมจะมาที่ร้านนี้…
               
ผมวางบัตรไว้ที่เคาท์เตอร์จ่ายเงิน มือซ้ายถือถ้วยไอศกรีมรสแมคคาเดเมียราดท็อปปิ้งด้วยคาราเมล มือข้างขวาเท้ากับเคาท์เตอร์ รอไอศกรีมถ้วยที่สองเป็นของสมนาคุณในฐานะที่ผมเป็นลูกค้าชั้นดีสะสมสติ๊กเกอร์ครบตามกำหนด  ผมเหม่อมองออกไปด้านนอกร้าน ไม่น่าเชื่อว่าเพียงแค่สติ๊กเกอร์ตัวสุดท้ายกับไอศกรีมฟรีหนึ่งถ้วยจะมีแรงมากพอที่จะหอบเขามาซื้อไอศกรีมในวันที่อากาศหนาวเช่นนี้ แม้ว่าจะมีแสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมาช่วย แต่ก็ไม่น่าจะเพียงพอทำให้ไอศกรีมละลายได้แม้แต่หยดเดียว    
               
มันอาจจะดีแล้วก็ได้ที่เขาจะรีบมารับสิ่งของชิ้นสุดท้ายที่ควรจะได้ และก็จากกันไปเสียที
               
เพียงสักครู่ถ้วยไอศกรีมก็ถูกวางไว้ข้างๆมือของผม ผมเอื้อมมือไปหยิบโดยอัตโนมัติ  ยื่นถ้วยไอศกรีมส่งต่อไปให้เจน เธอเดินนำหน้าออกไปจากร้าน ส่วนผมก็เดินตามไปติดๆ โดยที่ไม่ทันเหลียวกลับไปปิดประตูด้วยซ้ำ

               
               

  แต้มที่ 19
           

  พักเที่ยง,ผมลงมาซื้อไอศกรีมคนเดียว กะไว้ว่าจะมาซื้อพรุ่งนี้หนึ่งถ้วยแต้มก็จะครบพอดี ได้ฟรีอีกหนึ่งถ้วยให้เจน

 

   แต้มที่ 16
           

  รสชาติไอศกรีมเปลี่ยนไปแค่ไหนไม่รู้ รู้แค่เพียงว่ารสชาติชีวิตผมเปลี่ยนไป จนพาให้ทุกอย่างดีไปหมด จากที่ผมมักจะมาทานไอศกรีมอย่างละเมียด เคล้าคลอไปกับการอ่านหนังสือ ณ ตอนนี้ หนังสือที่ผมเคยเล็งไว้ว่าจะอ่านก็ยังคงวางไว้อยู่ในกองตามเดิม เพราะผมกำลังเพลิดเพลินไปกับอ่านชีวิตและความสดใสของผู้หญิงที่นั่งอยู่ตรงข้ามผมผ่านการพูดคุย
               

ที่สำคัญ ตอนนี้ผมไม่จำเป็นจะต้องทานไอศกรีมด้วยมือผมเองแล้ว
           
           

แต้มที่ 14
           

  แต่ก่อนนั้นผมรู้สึกสบายใจที่จะมานั่งทานไอศกรีม อ่านหนังสือ หรือ คิดอะไรเพลินๆคนเดียวมากกว่า จนเคยคิดว่าถ้าชีวิตมีเงินมากพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้จนแก่จนเฒ่า ผมจะหาสถานที่นั่งมองดูคนทำกิจกรรมต่างๆ เดินศึกษาวิถีชีวิตจากการมองดูผู้คน ผมหลงใหลวินาทีที่ผมหยุดนิ่ง แล้วจิตไปสัมผัสกับการเคลื่อนไหวรอบๆตัว ผมรู้สึกราวกับว่าไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของการเคลื่อนไหว รู้สึกเป็นแค่เพียงอากาศธาตุที่ปกคลุมอยู่รอบๆเท่านั้น 

ร้านไอศกรีมร้านนี้เหมาะที่จะเป็นสถานที่สำหรับการฝึกหัดวิชาเฝ้าดูคน ด้วยความที่ร้านตั้งอยู่ติดกับสวนสาธารณะ บรรยากาศรอบข้างร่มรื่น มีลมพัดผ่านหอบกลิ่นดอกแก้วลอยมาถึงด้านในร้านเสมอๆในฤดูหนาว ตัวร้านจึงใช้ไม้เป็นโครงสร้างหลัก แบ่งที่นั่งเป็นสัดส่วน เหมาะสำหรับทั้งมาคนเดียว มาเป็นคู่ มากับกลุ่มเพื่อน หรือ มาคุยธุรกิจ

… ใช่ครับ เมื่อก่อนผมชอบที่จะมาคนเดียว  แต่เมื่อผมได้รู้จักกับเจน ผมก็ไม่เคยรู้สึกว่าเธอได้พรากความรู้สึกเหมือนครั้งที่ผมมาคนเดียว รวมถึงกิจกรรมแสนโปรดของผม การปรากฏตัวของเธอทำให้บรรยากาศในร้านดูเปลี่ยนไป..ทำให้บรรยากาศในหัวใจของผมเปลี่ยนไป

           

 

แต้มที่ 12
           

  ข้างนอกหน้าต่าง  เม็ดฝนค่อยๆทิ้งตัวลงบนพื้นถนนคอนกรีตอย่างสม่ำเสมอ เครื่องเล่นแผ่นเสียงพยายามส่งเสียงกู่ร้องอย่างสุดความสามารถ แต่ก็เบียดเสียดสู้เสียงของเม็ดฝนเม็ดเล็กๆที่เรียงแถวหน้ากระดานตกกระทบกับหลังคาร้านไม่ไหว ร่ม3คันกางออกและวางอยู่บนพื้นหน้าประตู หลังจากต่อสู้กันระหว่างทาง ผมก็เป็นฝ่ายชนะ บาดเจ็บเล็กน้อยที่ปลายขากางเกงเพียงเพราะยาวไปเพียงนิ้วเดียวจึงต้องรับสัมผัสกับเม็ดฝนที่แปรสภาพเป็นแอ่งน้ำ

แม้วันนี้ผมจะนั่งในมุมโปรดชิดหน้าต่าง หันข้างให้กับด้านหน้าร้าน หันหน้าเข้ากับเคาท์เตอร์แคชเชียร์ แต่ผมกลับรู้สึกอึดอัด กระสับกระส่าย โชคดีที่พกหนังสือรวมเรื่องสั้นมาด้วย จึงพยายามจดจ่อกับเรื่องที่อ่าน แต่ความเร็วมือที่พลิกหน้าหนังสือกลับไม่สัมพันธ์กับความเร็วการประมวลผลที่สมอง ทำให้ผมอ่านไปได้ไม่กี่หน้าก็ต้องพลิกกลับมาอ่านที่หน้าแรกของบท 

 

ลึกๆแล้วอารมณ์ในการอ่านหนังสือวันนี้เท่ากับศูนย์ ผมต้องการแค่เพียงอะไรสักอย่างดึงรั้งสายตาไว้ ไม่รู้ว่าทำไมผมจึงต้องมาร้านในวันนี้ ทั้งๆที่ไม่ได้อยากมา 

               
ข้างนอกฝนซาแล้ว. ผมล้วงกระเป๋าสตางค์ หยิบบัตรสะสมแต้มจากช่องเก็บบัตร และสติ๊กเกอร์จากช่องเก็บเหรียญ จับสติ๊กเกอร์แปะลงบนบัตร  เก็บหนังสือใส่กระเป๋าด้วยความร้อนรน
               

  กุ๊งกิ๊ง..
               
ผมเงยหน้ามองไปตามเสียง 
               
เธอ…

               
ผมค่อยๆทิ้งตัวลงบนโซฟา เปิดกระเป๋า หยิบหนังสือออกมาวางอีกครั้ง

แต่ความเร็วมือที่พลิกหน้าหนังสือกลับไม่สัมพันธ์กับความเร็วการประมวลผลที่สมอง อันที่จริงตอนนี้อารมณ์ในการอ่านหนังสือของผมเท่ากับศูนย์ เพียงแต่ผมต้องการแค่อะไรสักอย่าง…. 

               
ที่พอจะเป็นข้ออ้างให้ผมอยู่ที่ร้านต่อ

 

แต้มที่ 8
           

  “ไม่เหมือนเดิม”  ผมพูดเบาๆกับตัวเอง

หรือว่านี่คือการส่งสัญญาณว่าผมเริ่มเบื่อ.. ไม่รู้สิ ผมก็ยังสับสนกับตัวเอง จะว่าไป2วันที่ผ่านมา ถ้าไม่นับที่ผมสั่งไอศกรีมกับเธอ ผมแทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับเธอเลย ทั้งๆที่ปกติผมจะคุยกับเธอ ให้คำแนะนำแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการปรับปรุงร้าน หรือคิดโปรโมชั่นใหม่ๆ ทุกครั้งที่คุยกันสายตาผมก็ชอบมองทะลุเข้าไปผ่านนัยน์ตาของเธอ ระหว่างห้วงเวลาเหล่านั้นคล้ายกับมีเส้นสายโปร่งใสค่อยๆเคลื่อนตัวออกมาจากด้านในของดวงตาเธอ ทะยานผ่านอากาศพุ่งตรงมาที่ดวงตาของผม คงจะเป็นสิ่งนี้นี่เองที่คนเราเรียกว่า สายสัมพันธ์
               
เพียงแต่ตอนนี้เส้นสายนั้นดูจะใสบาง จนแทบมองไม่เห็น
                
ผมแทบไม่รู้สึกถึงการมีอยู่

 จริงๆอาจไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว ว่าจะยังมีอยู่หรือไม่

               

แต้มที่ 5

ด้วยความที่ไอศกรีมร้านนี้เป็นแบบโฮมเมด มีทั้งรสทั่วไปตามท้องตลาด และ รสที่ทางร้านได้คิดค้นสูตรขึ้นมาใหม่ เช่น รสมะละกอ รสน้ำขิง รสที่ผมชอบที่สุดคงจะเป็น รสขนมปังเย็น แม้ปกติจะมาในรูปของน้ำแข็งไส แต่พอมาทำให้เป็นไอศกรีม มีสีแดงจากน้ำหวานเฮลบลูบอย และ ขนมปังที่ถูกปั่นแบบหยาบๆ ทั้งรสชาติ กลิ่นหอม และรสสัมผัสทำให้ผมหลงใหลเหมือนเสพย์ติด ช่วงพักกลางวันผมจะต้องแวะมาที่ร้าน สั่งไอศกรีมทานตบท้ายก่อนเข้าทำงาน

 
อันที่จริงผมก็ไม่ได้สั่งรสขนมปังเย็นทุกครั้งไปหรอกนะ เพราะผมไม่อยากจำเจ และอีกเหตุผลหนึ่งก็คือ ทุกครั้งที่ผมสั่งไอศกรีมรสใหม่ๆที่ร้านได้คิดค้นมา

               

ผมก็มักจะได้เห็นรอยยิ้มของเธอเป็นเงินทอนอยู่เสมอๆ

                 

  แต้มที่ 2
           

  น่าแปลกใจที่ผมมักจะมีความสุขและยิ้มได้เสมอๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นเพราะบรรยากาศภายในร้านที่ถูกจัดคล้ายกับห้องที่ผมเคยวาดฝัน อบอุ่น สงบแต่ไม่เงียบ มีหนังสือกองอย่างไม่เป็นระเบียบอยู่ที่มุมห้อง รสชาติและรสสัมผัสของไอศกรีมที่อ่อนโยนนุ่มลิ้น เสียงไวโอลินสำเนียงเศร้าๆที่ดังมาจากเครื่องเล่นแผ่นเสียง

ทุกอย่างดูจะอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างลงตัว โลกภายนอกร้านนั้น ไม่ว่าผมจะมีอารมณ์แบบไหน แต่โลกภายในร้าน ผมกลับมีแค่เพียงอารมณ์เดียว ไม่รู้สิ ผมก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่ามันคืออะไร รู้แต่สิ่งนี้แหละที่รั้งผมไว้ และดึงผมกลับมาที่ร้านทุกวัน

               
หรือจริงๆแล้วเพราะเธอ..คนที่ยืนอยู่หลังเคาท์เตอร์

               

แต้มที่1


           
“งั้นผมก็คงเป็นคนแรกสินะครับที่ได้สติ๊กเกอร์”
               
ผมยิ้มขณะมองดูเธอกำลังติดสติ๊กเกอร์รูปไอศกรีมที่กำลังละลายย้อยเป็นรูปทรงกรวยลงบนบัตรสมาชิกที่ทำจากกระดาษแข็งสีส้มอ่อน และยังมีกลิ่นหอมแนบมาด้วย
               
“ผมมั่นใจว่าผมจะเป็นคนแรกที่สะสมสติ๊กเกอร์จนครบ แล้วเมื่อถึงวันนั้น ผมจะไม่เอามาแลกรางวัลแม้แต่ชิ้นเดียว ผมจะขอเอาบัตรนี้ไปใส่กรอบเล็กๆ แล้วมาติดที่ผนังร้านนะครับ”

                ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่ผมได้แนะนำไป จะได้รับการเห็นดีเห็นงามจนเกิดขึ้นจริงๆ ทั้งๆที่ผมเป็นเพียงคนที่เพิ่งเรียนจบการตลาดมาหมาดๆ ผลงานหรือประสบการณ์การทำงานก็ยังไม่ได้สร้างความน่าเชื่อถือแก่ตัวผมมากนัก จนทำให้ผมสรุปไปเองว่าคงเป็นเพราะบุคลิกและเทคนิคการพูดโน้มน้าวใจของเขาที่ได้ร่ำเรียนเพิ่มเติม
               

เมฆสองสามก้อนใหญ่ค่อยเคลื่อนตัวเข้าหากันอย่างช้าๆ แต่ยังพอมีช่องให้แสงแดดทะลุลงมาพอรำไรวันนี้อากาศดีพอจนทางร้านปิดเครื่องปรับอากาศ และเลือกที่จะเปิดหน้าต่างรับลมแผ่วๆแทน แน่นอนว่าผมไม่ลังเลที่จะนั่งบนโซฟา ทานไอศกรีมรสบราวนี่ข้างๆหน้าต่าง พักสายตาด้วยการมองผู้คนเดินไปมา กิริยาของแต่ละคนนั้นสามารถบอกถึงตัวตนได้พอสังเขปแม้เราจะยังไม่ได้พูดคุยกัน นี่เป็นสิ่งที่ผมเรียนรู้จากการฝึกมองคน แต่ถึงกระนั้นผมก็ยังสอบวิชานี้ไม่ผ่าน เพราะผมยังไม่สามารถใช้ความได้เปรียบในข้อนี้ไปจีบหญิงได้สำเร็จเสียที


 แต้มที่ 0


           
“ผมว่าถ้าจะให้ร้านนี้มีลูกค้าประจำและเป็นที่รู้จัก น่าจะทำให้ร้านมีจุดเด่นนะครับ อาจจะทำรสชาติไอศกรีมแปลกๆ  จัดร้านให้เหมาะ มีมุมนั่งอ่านหนังสือสบายๆ มีหนังสือแปลดีๆสักกองไว้ให้คนที่ชอบอ่านหนังสือมานั่งคุ้ยนั่งเลือก แล้วถ้าจะให้ดี ผมว่าน่าจะมีโปรโมชั่นด้วยนะ … บัตรสะสมแต้มไง"

               

"ฟังดูเข้าท่าดีนะครับ แม่”

 

 

คอนเซปของเรื่องนี้มาจากประโยคที่ผมคิดขึ้นมาว่า “ถ้ารักเป็นเหมือนบัตรสะสมแต้ม.เมื่อวันที่แต้มครบ.ฉันจะไม่แลกแม้แต่กับสิ่งใด”  ผมพยายามสร้างให้ร้านไอศกรีมมีบรรยากาศเหมือนบ้านของตัวเอก และ เป็นที่เรียนรู้วิชามองดูผู้คน  โดยให้มีความสัมพันธ์กับคนขาย (แม่)  เป็นนัยยะว่า ตัวเอกถูกแม่สอนให้ศึกษาสิ่งต่างๆผ่านการสัมผัสจริง ด้วยการชิมรสไอศกรีมแปลกๆ มากกว่าเพียงแค่ดูภายนอก จนได้พบกับผู้หญิงอีกคน เขาจึงได้ศึกษาคนผ่านการพูดคุย ทำความรู้จัก

                ส่วนเรื่องบัตรสะสมแต้ม ตามประโยคเมื่อข้างต้น ผมพยายามจะสื่อว่า หลายๆครั้งที่เรามั่นใจว่าเราจะเต็มที่กับรักครั้งนี้ จะไม่มีทางยอมแลกความรักกับสิ่งใด แต่เอาเข้าจริงๆสุดท้ายเราก็ลืมสัญญาที่เคยตั้งไว้กับตัวเอง   และหลายๆครั้ง เป็นความรักที่มีต่อพ่อและแม่             

ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรที่เราจะก้าวออกไปสู่อนาคตแล้วต้องละทิ้งจากสิ่งที่เคยเป็น เคยอยู่ เพียงแต่เรายังจำได้ไหมว่าก่อนที่เราจะมายืนอยู่ในปัจจุบัน ในอดีตใครเคยเลี้ยงดูเรา

ลาจากอดีตได้ แต่ไม่จำเป็นต้องลาขาด.

 

 

 

Comment

Comment:

Tweet

Hot! Hot! Hot!
เป็นเรื่องสั้นที่สวยมากเลย

#5 By KANYA on 2012-12-02 16:20

อ่านชื่อเรื่องคิดว่าจะจบเศร้าๆ
ยิ่งดูเนื้อเรื่อง นับถอยหลังแบบนี้
แต่จบแบบนี้ก็น่าแปลกใจดีฮะ
แต่ถ้าไม่อ่านคำอธิบายก็จะงงๆ อยู่เหมือนกัน

big smile Hot! Hot!

#4 By อิสระรำพัน on 2012-11-27 16:02

โอ้โห
พอมาอ่านคำอธิบายแล้ว
ก็เข้าใจขึ้นเยอะเลย
เขียนอีก ชอบๆๆๆ
big smile big smile big smile Hot! Hot! Hot!

#3 By Nirankas on 2012-11-25 07:49

Hot! Hot! Hot!
เป็นไอติมที่อบอุ่นจัง confused smile
ลำดับการเล่าก็เยี่ยมเลย big smile
ถ้าที่ร้านมีกล่อง tip box ฝากใส่ดาวแดง Hot!  ลงกล่องให้ด้วยครับ double wink

#2 By ผ้าใบลุยสวน on 2012-11-23 03:02

โอโห้ ลึกซึ้ง

#1 By ppapui (103.7.57.18|124.122.100.224) on 2012-11-22 23:55